อุตสาหกรรมเหล็กจีน ยึดตลาดไทย

ธุรกิจเหล็กจีนปักหลักลงทุนในไทย ส.อ.ท.ประเมินหลังผู้ผลิตเบอร์1 ของจีนซื้อ ทาทา สตีล ดันสัดส่วนการผลิตเหล็กทรงยาวของบริษัทจีนในไทยพุ่งถึง 50-55% เผยโรงเหล็กไทยไม่กังวล หากใช้กติกาเดียวกัน ห่วงโดนทุ่มตลาดมากกว่า สถาบันเหล็กฯหนุนแข่งผลิตเหล็กคุณภาพสูง 

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ประกาศให้ยุติทบทวนเรียกเก็บอากรตอบโต้ การทุ่มตลาดPPGI/PPGL

คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนมีคำวินิจฉัยชั้นที่สุดในการประชุมครั้งที่ 8/2561 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2561 
..
ว่าให้ยุติการทบทวนเพื่อเรียกเก็บอากรตอบโต้
การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีและเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสี (PPGI/PPGL) ที่มีแหล่งกำเนิด จากสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และไต้หวัน ต่อไปตามมาตรา 57 
..
เนื่องจากผู้ผลิตสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีและเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีภายในประเทศที่ให้ข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง อยู่ในระดับยอมรับได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด มีปริมาณการผลิตไม่เกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตรวมภายในประเทศ มีผลให้ไม่มีสถานะเป็นอุตสาหกรรมภายในตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติ
การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒ 
..
จึงไม่สามารถพิจารณา ความเสียหายของอุตสาหกรรมภายในได้ และให้ยุติการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสี และเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือ ของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีที่มีแหล่งกำเนิดจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 
สาธารณรัฐเกาหลี และไต้หวัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา 7 มาตรา 57 มาตรา 60 และมาตรา ๗๓ (๑)แห่งพระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๒
..
ประกาศ ณ วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ประธานคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน

ที่มา OSAM TRADING CO.,LTD.

บสย.เปิดตัวโครงการรักพี่วินช่วย จยย.รับจ้างให้เข้าถึงแหล่งทุน 21 ก.พ.

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า วันที่ 21 ก.พ.นี้ บสย.เตรียมเปิดตัวโครงการใหญ่ประจำปี 2562 คือ โครงการ บสย.รักพี่วิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มอาชีพอิสระ กลุ่มแรกคือผู้ประกอบการขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยตั้งเป้าจะช่วยให้ได้ถึง 10,000 ราย สำหรับคุณสมบัติของวินมอเตอร์ไซค์ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับ บสย.ครั้งนี้ต้องเป็นผู้ขับขี่ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมขนส่งทางบก และต้องการเงินทุน 50,000-200,000 บาท

“โครงการ บสย.รักพี่วิน จะช่วยเติมทุนให้พี่วินได้ซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่หรือซ่อมรถคันเดิมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งตัวผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ซ้อนท้าย ตลอดจนผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน โดย บสย.จะเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อให้พี่วินทั้งหลาย เป็นการเติมทุนให้พี่วิน เพื่อยกระดับการบริการ สร้างรายได้เพิ่ม และลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายของรัฐบาล” นายสุรชัย กล่าว

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถมาร่วมลงทะเบียนเช็คความพร้อมก่อนขอสินเชื่อได้ที่งาน “บสย.รักพี่วิน” ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ ที่สวนสมเด็จสราญราษฎร์มณีรมย์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ (ใต้สะพานลอยแยกเอกมัย) โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป โดยเอกสารที่ต้องเตรียมมาด้วยคือ 1.บัตรประชาชน 2.บัตรประจำตัวผู้ขับขี่วินมอเตอร์ไซค์ หรือสอบถามรายละเอียดที่ Call Center 02 890 9999

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ให้ “เมซอง เบอร์ชเย่ ปารีส” แทนใจตลอดเดือนแห่งความรัก

เมซอง เบอร์ชเย่ ปารีส (Maison Berger Paris) ผู้นำแห่งนวัตกรรมเครื่องหอมชั้นสูงสำหรับบ้านระดับโลก ชวนคุณมอบความหอมสำหรับบ้านเป็นของขวัญอันทรงค่าให้ทั้งตัวเองและคนที่คุณรักรับเดือนมงคลและเทศกาลแห่งความรัก ผ่านน้ำหอมหลากหลายกลิ่นที่คุณสามารถเลือกสรรให้เหมาะกับทุกอารมณ์ที่คุณต้องการได้จาก Parfum Bar พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ตะเกียงน้ำหอมสำหรับบ้าน (home fragrance) ในคอลเลคชั่น ตะเกียงสีแดง ในรุ่น LIMITED EDITION Ottago Rouge รุ่น ORIGINELLE ROUGE และ รุ่น Softy Rouge ลดพิเศษ 50 % ตั้งแต่วันนี้ – 10 กุมภาพันธ์ 2562 สำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์เพื่อกลิ่นหอมสำหรับบ้านที่หลากหลาย พบกับสินค้าโปรโมชั่น และทดลองกลิ่นน้ำหอมกว่า 50 กลิ่นที่เมซอง เบอร์ชเย่ ปารีส พาร์ฟูม บาร์ ในร้านเมซอง เบอร์ชเย่ ปารีส สาขาสยามพารากอน ชั้น 1 เมกาบางนา ชั้น 1 เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ชั้น 5 เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 5 เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 5 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 254 2780 หรือ 02 672 0498 ต่อ 113

ที่มา ThaiPR.net

เจพีมอร์แกนระบุนโยบายสนับสนุนของจีนจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

นายจู ไห่ปิน นักเศรษฐศาตร์ของเจพีมอร์แกนระบุว่า แม้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่นโยบายสนับสนุนของจีน จะช่วยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
นายจูกล่าว่า จีนจะใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงิน เพื่อรับมือกับแรงกดดันจากเศรษฐกิจขาลงในระยะสั้น ขณะที่การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อการพัฒนาระยะยาวยังคงดำเนินต่อไป

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจของจีนขยายตัวช้าลง แต่ในอัตราที่ยั่งยืนขึ้นที่ระดับ 6.6% ในปี 2561 แม้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยผู้กำหนดนโยบายได้เปิดเผยมาตรการสนับสนุนเพื่อทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ ซึ่งรวมถึงการลดภาษีและค่าธรรมเนียม การขยายการบริโภคและการลงทุน รวมถึงการจ้างงานเพิ่มขึ้น

นายจูคาดว่า การปรับลดภาษีจะเท่ากับ 1.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในปี 2562 และจะหนุนอัตราการเติบโตของจีดีพีขึ้น 0.46%

ทั้งนี้ เขาพิจารณาจากมุมมองที่ว่า การบริโภคของจีนชะลอตัวลง เนื่องจากยอดขายรถยนต์ที่อ่อนแอทำให้การบริโภคชะลอตัวในปีที่แล้ว
ส่วนการบริโภคซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ ยังคงเพิ่มขึ้นในปีที่แล้ว และจะได้รับแรงหนุนจากการลดหย่อนภาษี และนโยบายสนับสนุนอื่นๆ
นอกจากนี้ นายจูยังคาดว่า การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนจะเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบเป็นรายปีในปีนี้ โดยลดลงเล็กน้อยจากที่เพิ่มขึ้น 5.9% ในปีที่ผ่านมา แต่เขาคาดการณ์ว่า การเติบโตของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะฟื้นตัวในปีนี้ ในขณะที่การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จะลดลง

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

CMMU ชี้กลยุทธ์เจาะตลาดสินค้าแม่และเด็ก แนะเป็นโอกาสทำตลาด SME

ที่ อาคารมิว วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์สุพรรณี วาทยากร อาจารย์สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า ตลาดสินค้าสำหรับแม่และเด็กในประเทศไทยมีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่อง โดยการคาดการณ์ของ รักลูก กรุ๊ป ถึงมูลค่าตลาดสินค้าแม่และเด็ก มูลค่าถึง 34,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่สนใจของธุรกิจ SME ในการแทรกเข้าไปทำตลาด

นางสาวภิญญาพัชร์ ศิริพันธ์ภักดี นักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ เป็นตัวแทนเผยถึงงานวิจัย Digital Mom-keting การตลาดคลิกพิชิตใจคุณแม่ ว่า ปัจจุบันกลุ่มคุณแม่นิยมใช้เฟซบุ๊กถึง 57% ในการค้นหาข้อมูลเรื่องลูก รองลงมา คือค้นหาจากกูเกิล 23% และเข้าเว็บไซต์ที่ชอบโดยตรง 7% สำหรับสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์มากสุดคือ ของใช้สำหรับเด็ก ตามด้วยของเล่นเด็ก และ ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคลสำหรับเด็กตามช่วงอายุ

นางสาวภิญญาพัชร์ ศิริพันธ์ภักดี

สำหรับลูกดาราที่มีอิทธิพลในการซื้อสินค้าสำหรับกลุ่มคุณแม่มากที่สุด คือ น้องเป่าเปา ตามด้วย น้องอลินอลัน และน้องมะลิ นอกจากนี้ พฤติกรรมเชิงลึกของคุณแม่ มักเริ่มหาข้อมูลผ่านออนไลน์ตั้งแต่ตั้งครรภ์ และยังนิยมเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นระยะสั้นเพียง 3 เดือน เนื่องจากต้องกลับมาทำงานประจำ ไม่สะดวกเรื่องเวลา

เรื่องที่กลุ่มคุณแม่ให้ความสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องพัฒนาการของลูก มีการซื้อของเล่นที่เน้นพัฒนาทักษะและสมอง ที่สำคัญคืออยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ คุณแม่ส่วนใหญ่จึงเปิดการ์ตูนจากยูทูบและเพลงภาษาอังกฤษให้ลูกฟังตั้งแต่ยังเด็ก นอกจากนี้ยังต้องการให้ลูกเรียนโรงเรียนสองภาษา และที่คัญคือโรงเรียนต้องไม่ไกลจากบ้าน

จากงานวิจัยยังพบอีกว่า คุณแม่ไม่นิยมซื้ออาหารเสริมสำหรับเด็ก แต่จะทำเอง เพราะเชื่อในคุณภาพมากกว่า ทั้งยังพบว่า ปัญหาสำคัญของคุณแม่ชาวไทยคือ มักไม่มีน้ำนม ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดที่น่าสนใจ ส่วนทัศนคติทางเพศพบว่า กลุ่มคุณแม่มองเรื่องเพศที่สามไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และสามารถยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการทำการตลาดออนไลน์สำหรับกลุ่มคุณแม่ นักศึกษาปริญญาโท สาขาการตลาด ได้ทำการวิเคราะห์ผลสำรวจดังกล่าว และสามารถสรุปออกมาเป็นกลยุทธ์ 5 ข้อ ภายใต้คอนเซ็ปต์ CLICK ดังนี้

C = channel มีช่องทางสร้างความรับรู้ที่ครบถ้วน และทราบว่าแต่ละช่องทางมีบทบาทอย่างไรที่จะทำให้กลุ่มคุณแม่รับรู้

L = Long tail key word เพื่อให้แบรนด์ของคุณถูกค้นพบในช่วงที่กลุ่มคุณแม่กำลังค้นหาข้อมูล long tail เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่เหมาะสมกับการตลาดกลุ่มคุณแม่ เพราะมีพฤติกรรมการหาข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

I = Insight หากต้องการเข้าไปอยู่ในใจคุณแม่ ต้องค้น insight ให้เจอ และสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับ insight นั้น

C = completed data ในช่วงเวลาที่คุณแม่จะตัดสินใจซื้อสินค้า เขาต้องการข้อมูลของสินค้าที่ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุด

K = Keep in touch ในส่วนสุดท้ายที่จะทำให้คุณแม่บอกต่อหรือแนะนำสินค้าให้กับคนอื่นๆ เราต้องใส่ใจเขา ดูแลเขาอย่างดี ตั้งแต่การเลือกสินค้าที่ได้คุณภาพและการให้บริการที่ตรงใจ.

ที่มา ไทยรัฐ

“โทฟุซัง”เปิดแผนขยายตลาด หวัง”ดีเคเอสเอชช่วยถึงฝั่งฝัน

นายเลียวนาด ตัน รองประธานกรรมการบริหาร หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ มีพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ บริษัท โทฟุซัง จำกัด ผู้ผลิตนมถั่วเหลืองพาสเจอไรซ์ภายใต้แบรนด์ “โทฟุซัง” ให้บริษัทฯช่วยขยายตลาด และเพิ่มศักยภาพในการกระจายสินค้าแบรนด์ “โทฟุซัง” ให้ครอบคลุมทุกช่องทางขายมากขึ้น รวมถึงช่วยนำพาแบรนด์โทฟุซังไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตด้วย

“การทำตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในภาวะที่กำลังซื้อของคนไทยยังชะลอตัวต่อเนื่อง ค่อนข้างยากพอสมควร โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าลักชัวรี่ แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 61 สถานการณ์กำลังซื้อของผู้บริโภคจะดีขึ้น เนื่องจากได้รับผลพวงจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล และการขยายตัว ของตลาดนักท่องเที่ยว ในส่วนของบริษัทฯก็มีลูกค้าใหม่เข้ามาใช้บริการต่อเนื่อง จึงมองการทำธุรกิจในประเทศไทยเป็นเชิงบวก และพร้อมที่จะสร้าง ความพึงพอใจของลูกค้า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น หลังพบผู้บริโภคเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกใหม่มากขึ้น”

ด้านนายสุรนาม พานิชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทฟุซัง จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯเล็งเห็นความแข็งแกร่งของดีเคเอสเอช จึงเลือกให้เป็นผู้ทำตลาดให้ โดยต้องการขยายไปสู่ช่องทางอื่นๆเพิ่มขึ้น อาทิ โรงเรียน โรงแรม ร้านอาหาร หรือแม้แต่ฟู้ดเซอร์วิส จากปัจจุบันที่บริษัทฯได้ทำตลาดและกระจายสินค้าครอบคลุมช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่แล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

“อิชิตัน”รุกตลาดเยลลี่พร้อมดื่ม ส่ง“ไบเล่ ฟรุตทูโก”เอาใจวัยรุ่น

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า บริษัทได้แตกไลน์ของฟรุตทูโก ภายใต้แบรนด์ไบเล่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของไบเล่ในการพัฒนาสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้ให้ครอบคลุมต่อจากไบเล่ น้ำผลไม้ 100% แบบขวด PET และไบเล่ ฟรุต ครีเอชั่นน้ำผลไม้ พรีเมี่ยม 100% รูปแบบยูเอชที เมื่อต้นปี โดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ไบเล่ ฟรุตทูโก (Bireley’s Fruit To Go) เพื่อช่วยขยับภาพลักษณ์แบรนด์ไบเล่ให้คงความทันสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่ และทำให้ไบเล่เป็นแบรนด์ที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ทุกช่วงเวลา

สำหรับ ไบเล่ ฟรุตทูโก เป็นน้ำผลไม้เนื้อเยลลี่พร้อมดื่ม รูปแบบสแน็กดริงก์ ภายใต้คอนเซปต์ “Go with Joy” นำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการดื่มน้ำผลไม้ให้สนุกยิ่งขึ้น เข้มข้นขึ้นด้วยน้ำผลไม้แท้ 20% วิตามินสูง มีทั้งหมด 2 รส คือ รสส้มและรสองุ่น ให้พลังงานเพียง 35 กิโลแคลอรี อีกทั้งการเข้าทำตลาดสแน็กดริงก์ในบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดอ่อนตัว หรือยืดหยุ่นได้ (ซองเพาช์) ยังมีคู่แข่งไม่มากนักจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค

“การเข้าทำตลาดเยลลี่พร้อมดื่มที่มีมูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท ของไบเล่ ฟรุตทูโก คาดว่าจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนและผลักดันให้ตลาดคึกคักจากการแข่งขัน โดยคาดว่าจะสามารถทำรายได้ 140 ล้านบาทในปี 2561 และทำให้สินค้าในแบรนด์ไบเล่ทั้งพอร์ตทำรายได้ 700 ล้านบาทให้กับอิชิตันกรุ๊ป”

ที่มา ไทยรัฐ

ดันเต็มสูบ “เซอร์คูลาร์อีโคโนมี”

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์อีโคโนมี) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาในปี 2562 โดยรายละเอียดยุทธศาสตร์ จะเน้นการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ หรือไม่มีขยะเลย อาทิ ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติก จะสนับสนุนให้มีการนำเม็ดพลาสติกมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ล่าสุดได้มีเอกชนหลายรายเริ่มประกาศการลงทุนด้านการรีไซเคิลแล้ว ดังนั้น ในยุทธศาสตร์จึงจะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุน อาทิ ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการออกสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

“แผนยุทธศาสตร์จะเน้นในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ การสนับสนุนให้นำแกลบจากโรงสีมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตแบตเตอรี่ จากเดิมมักนำแกลบไปใช้ประโยชน์ในการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่แนวทางดังกล่าวยังเกิดมลภาวะขึ้นได้ แต่หากนำมาผลิตแบตเตอรี่ จะทำให้กระบวนการจัดการเป็นศูนย์ ซึ่งแนวทางการกำจัดของเสียในภาคเกษตร จะไม่ใช่การสนับสนุนให้เกิดการแปรรูป เพราะการแปรรูปจะใช้กับวัตถุดิบหลัก แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเน้นการจัดการของเสีย อาทิ การกำจัดแกลบ ซังข้าว ชานอ้อย ที่อาจสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ตอัพ) เข้ามาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเอกชนหลายรายในประเทศไทยที่เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ที่ได้ประกาศสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเตรียมลงทุนโรงงานรีไซเคิล พลาสติกครบวงจรมาตรฐานสากลระดับโลกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง วงเงิน 1,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 40,000 ตันต่อปี

ที่มา ไทยรัฐ

ฮอนด้า โมบิลิตี้ ชูธง “เครื่องยนต์ขนาดเล็ก”

สัมภาษณ์

ปี 2561 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จ สำหรับค่ายรถยนต์นั่ง “ฮอนด้า ออโตโมบิล” ภายใต้การนำทัพของผู้บริหารชาวไทย สไตล์ถึงลูกถึงคน “พิทักษ์ พฤทธิสาริกร”ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)จำกัด และทีมงานคุณภาพที่สามารถพา “ฮอนด้า” ผ่านปีหมาป่ามาได้อย่างสวยงาม

แม้ว่าในรอบปีจะไม่มีอาวุธใหม่ในมือต่อกรกับคู่เเข่งในตลาด แต่ฮอนด้าสามารถสร้างความสำเร็จด้วยการทุบสถิติเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ จากการทำตลาดของรถยนต์โฉมปัจจุบันที่มีในพอร์ต แถมยังรักษาตำแหน่งการขายเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อะไร… ทำให้ฮอนด้าประสบความสำเร็จไปติดตามกัน

Q : ไร้อาวุธใหม่แต่ขายทะลุเป้า

สำหรับในปี 2562 ที่ผ่านมานั้น ฮอนด้าเราสามารถปิดยอดขายทั้งปีได้ที่ 128,290 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ เดิมเราประเมินว่าจะขายที่ 125,000 คันเท่านั้นเอง 
จะเห็นว่าปีที่ผ่านมา ฮอนด้าไม่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อทำตลาด เราทำตลาดกับรถโฉมปัจจุบัน ขณะที่คู่แข่งมีการส่งรุ่นใหม่เข้ามาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก แต่เราก็อยู่ในสภาพที่มีโปรดักต์ค่อนข้างน้อย
ปีที่ผ่านมา ตลาดโตขึ้นประมาณ 20% เนื่องจากหลายค่ายรถมีรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดเยอะ ทำให้ตลาดโตผิดปกติ ประกอบกับเงื่อนไขทางการเงิน ในช่วงที่ผ่านมามีการนำเสนอเงื่อนไขต่าง ๆ ออกมา “มากเป็นพิเศษ”
ทำให้ปัจจัย 2 ตัวนี้มาช่วยกระตุ้นตลาด ทำให้มีการเติบโตอย่างที่เห็น คือ ประมาณ 1.04-1.05 ล้านคัน ซึ่งดูจากโมเมนตัมที่ผ่านมาเราไม่ได้มีรถใหม่ แต่เราเติบโตน้อยกว่าตลาด ถือว่าเราทำได้ดีมาก ในสภาพที่มีโปรดักต์ใหม่น้อยในปีที่ผ่านมาซึ่งความจริงเรารู้แผนงานของเราอยู่แล้ว ภายในของเราทำงานกันหนักเพราะเราต้องทำงานแบบพึ่งพารถรุ่นใหม่ไม่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ภายใน
ของฮอนด้า เราจึงกลับไปเรื่องเบสิกของการขายมองไปยังสิ่งที่ควรกระทำใน “งานขาย-บริการ” จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ปีที่ผ่านมา ฮอนด้าเราสามารถทำยอดได้ “สูงกว่าเป้า” ที่วางไว้ทั้งปี
และเราถือว่าเราทำได้ดี ซึ่งเป็นปีที่การทำงานของพนักงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจำหน่ายก็ทำงานกันเต็มที่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแบบนี้มันดี…เพราะว่าในช่วงปีที่เรามีโปรดักต์ใหม่ ๆ เยอะ ด้วยความร้อนแรงของโปรดักต์ ทำให้ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเยอะ เป้ามันก็สามารถไปได้แต่ปีที่เราไม่มีโปรดักต์ใหม่ นั่นหมายความว่า เป็นปีที่เราจะมา “สร้าง” และดูการทำงานที่เป็นเบสิก แล้วทำตรงนั้นให้มีความแข็งแรง และเมื่อถึงวันที่เรามีโปรดักต์มา เราก็จะยิ่งแข็งแรงมากขึ้น นี่คือเรื่องที่เรามองดังนั้นปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทาย…มาก ๆ และโดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นปีที่ผ่านไปได้ด้วยดี 

Q : ประเมินการเติบโตของปีนี้

จากปีที่ผ่านมา ฮอนด้าเราตั้งเป้าจะต้องเติบโตขึ้น จากพื้นฐานที่เราได้สร้างมานั้นทำให้ฮอนด้าเข้มแข็งขึ้นสร้างฐานให้แข็งแรงและเราก็จะเติบโตขึ้นสำหรับปีนี้คาดว่าตลาดรถยนต์โดยรวมน่าจะโตที่ระดับ 3-5% ซึ่งใกล้เคียงกับ GDP ที่จะเติบโตในปีนี้ แต่ถามว่าตัวเลขจะเติบโต 4-5% จากที่เราเห็นหรือไม่ ?คำตอบคือ…ไม่ใช่ เนื่องจากตัวเลขที่เห็นนั้นถือว่าเกินกว่าศักยภาพของมันไป จะคล้าย ๆ กับเมื่อตอนโครงการรถยนต์คันแรก ที่ตัวเลขจะถูกปัดมาอยู่ในปีถัดไปที่ไม่ใช่ศักยภาพของตลาดที่แท้จริง ปีนี้เราอาจจะเห็นการเติบโตของตลาดอย่างเก่ง ๆ ก็น่าจะเท่า ๆ กับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ถ้าเท่า ๆ กับปีก่อนก็ถือว่าตลาดในปีนี้ดีมาก ๆ

Q : มีความเชื่อว่าสถาบันการเงินจะหยุดขับเคลื่อนตลาดอย่างแรง

แน่นอนปีที่ผ่านมาเงื่อนไขทางการเงินถือว่าเยอะไปนิดหนึ่ง เกินศักยภาพจังหวะการซื้อของผู้คน จากภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เริ่มจะส่งสถานการณ์ที่ไม่ดี ถ้าดูจากภาพรวมของตลาด อย่างไฟแนนซ์ที่กระโจนเข้าไปที่ผ่านมา ก็เริ่มพบว่ามีความเสี่ยงสูง การใช้เงื่อนไขทางการเงินแบบสุดขั้ว…มันก็อาจจะส่งผลเสียได้ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าฮอนด้ายังดีอยู่
ดังนั้น ปีนี้เชื่อว่าการใช้เงื่อนไขทางการเงินแบบสุดขั้ว… หรือการกระตุ้นแบบผิดธรรมชาติก็น่าจะหายไป และพอหายไป มันก็จะกลายเป็นปัจจัยเฉพาะของปีที่แล้ว และปีนี้ถ้าเลือกใช้ยาแรงแบบนี้ต่อไป…เราก็ได้แต่มองดูด้วยความเป็นห่วง และต้องติดตามผลที่จะเกิดขึ้น เพราะมันไม่สร้างและไม่ทำให้ตลาดรถยนต์มีการเติบโตแบบแข็งแรง

Q : มีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตหรือไม่

ตอนนี้โรงงานฮอนด้าทั้ง 2 แห่ง คือ ปราจีนบุรีและพระนครศรีอยุธยานั้น เรามีกำลังผลิตรวมกันที่ 240,000 คัน อย่างโรงงานปราจีนฯจะใช้ประกอบรถขนาดตัวถังกลางและเล็ก เช่น ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค และมีบางรุ่นกลาง ๆ ที่มียอดขายเยอะอย่างซิตี้ ก็ยืดหยุ่นสามารถผลิตได้ทั้ง 2 ที่ส่วนรถตัวถังใหญ่ เราจะผลิตที่พระนครศรีอยุธยาอย่าง แอคคอร์ดตอนนี้โรงงานถือว่าค่อนข้างเต็มแล้ว และคงต้องมีการขยายการลงทุน แต่นั่นหมายความว่ายังเป็นแผนงานในอนาคตที่ยังไม่สามารถบอกได้ เราต้องรอดูความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจัยในตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยนที่จะกระทบตลาดส่งออกถ้าให้ตอบตรง…ความเป็นไปได้มันมีที่ฮอนด้าจะลงทุนขยายโรงงานการผลิต

Q : ทำไมมีความเชื่อว่าลูกค้าจะชอบเครื่องยนต์เล็ก

ถ้าย้อนหลัง 5-10 ปี นั้นจะเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่วันนี้เข้าใจว่าการรับรู้ของลูกค้าเยอะมาก อย่างบางค่ายมีการเปลี่ยนการรับรู้สินค้า (เครื่องยนต์) ของลูกค้าได้ และทำได้ดี การยึดติดอยู่กับซีซีนั้น ฮอนด้าเชื่อว่าทำไม่ยาก ถ้าของคุณดีจริง…แม้กระทั่งสรรพสามิตก็ไม่เอาซีซีมาเกี่ยวข้องแล้ว โดยไปดูที่ค่าการปล่อยไอเสียแล้ว รถขนาดกลางและขนาดเล็กของฮอนด้าไม่ใช่ว่าได้เปรียบเพราะซีซี แต่ได้เปรียบในส่วนของ “ผล” ของมันดีกว่า ซีซีน้อยแล้วกำลังน้อย ซีซีมากย่อมได้เปรียบ แต่สิ่งที่ฮอนด้าทำอยู่คือ ซีซีน้อย แต่กำลังดีกว่า… ไม่ใช่เล็กแล้วไม่มีแรง  เหมือนฮอนด้าแอคคอร์ดของเรา 2.5 ลิตร กับ 2.4 ลิตร เครื่องยนต์ตัวใหม่ 2.0 ลิตร ตัวนี้แรงดีกว่า และประหยัดกว่า 2.4 ลิตร แล้วทำไมเราจะไม่ใช้

“ฮอนด้ามีทิศทางที่ลดขนาดของเครื่องยนต์นั้นเป็นทิศทางที่เราจะไป และเครื่องยนต์ขนาดเล็กของฮอนด้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”
 และนี่คือ…ทิศทางของฮอนด้า ที่เป็นโมบิลิตี้ หรือแรงขับเคลื่อนไปในปีนี้ 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ