“อิชิตัน”รุกตลาดเยลลี่พร้อมดื่ม ส่ง“ไบเล่ ฟรุตทูโก”เอาใจวัยรุ่น

นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า บริษัทได้แตกไลน์ของฟรุตทูโก ภายใต้แบรนด์ไบเล่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของไบเล่ในการพัฒนาสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้ให้ครอบคลุมต่อจากไบเล่ น้ำผลไม้ 100% แบบขวด PET และไบเล่ ฟรุต ครีเอชั่นน้ำผลไม้ พรีเมี่ยม 100% รูปแบบยูเอชที เมื่อต้นปี โดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ไบเล่ ฟรุตทูโก (Bireley’s Fruit To Go) เพื่อช่วยขยับภาพลักษณ์แบรนด์ไบเล่ให้คงความทันสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่ และทำให้ไบเล่เป็นแบรนด์ที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ทุกช่วงเวลา

สำหรับ ไบเล่ ฟรุตทูโก เป็นน้ำผลไม้เนื้อเยลลี่พร้อมดื่ม รูปแบบสแน็กดริงก์ ภายใต้คอนเซปต์ “Go with Joy” นำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการดื่มน้ำผลไม้ให้สนุกยิ่งขึ้น เข้มข้นขึ้นด้วยน้ำผลไม้แท้ 20% วิตามินสูง มีทั้งหมด 2 รส คือ รสส้มและรสองุ่น ให้พลังงานเพียง 35 กิโลแคลอรี อีกทั้งการเข้าทำตลาดสแน็กดริงก์ในบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดอ่อนตัว หรือยืดหยุ่นได้ (ซองเพาช์) ยังมีคู่แข่งไม่มากนักจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค

“การเข้าทำตลาดเยลลี่พร้อมดื่มที่มีมูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท ของไบเล่ ฟรุตทูโก คาดว่าจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนและผลักดันให้ตลาดคึกคักจากการแข่งขัน โดยคาดว่าจะสามารถทำรายได้ 140 ล้านบาทในปี 2561 และทำให้สินค้าในแบรนด์ไบเล่ทั้งพอร์ตทำรายได้ 700 ล้านบาทให้กับอิชิตันกรุ๊ป”

ที่มา ไทยรัฐ

ดันเต็มสูบ “เซอร์คูลาร์อีโคโนมี”

นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน (เซอร์คูลาร์อีโคโนมี) ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาในปี 2562 โดยรายละเอียดยุทธศาสตร์ จะเน้นการจัดการขยะให้เป็นศูนย์ หรือไม่มีขยะเลย อาทิ ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเม็ดพลาสติก จะสนับสนุนให้มีการนำเม็ดพลาสติกมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน ล่าสุดได้มีเอกชนหลายรายเริ่มประกาศการลงทุนด้านการรีไซเคิลแล้ว ดังนั้น ในยุทธศาสตร์จึงจะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุน อาทิ ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการออกสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนมากขึ้น

“แผนยุทธศาสตร์จะเน้นในภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรทั่วประเทศ อาทิ การสนับสนุนให้นำแกลบจากโรงสีมาเป็นส่วนประกอบในการผลิตแบตเตอรี่ จากเดิมมักนำแกลบไปใช้ประโยชน์ในการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่แนวทางดังกล่าวยังเกิดมลภาวะขึ้นได้ แต่หากนำมาผลิตแบตเตอรี่ จะทำให้กระบวนการจัดการเป็นศูนย์ ซึ่งแนวทางการกำจัดของเสียในภาคเกษตร จะไม่ใช่การสนับสนุนให้เกิดการแปรรูป เพราะการแปรรูปจะใช้กับวัตถุดิบหลัก แต่เศรษฐกิจหมุนเวียนเน้นการจัดการของเสีย อาทิ การกำจัดแกลบ ซังข้าว ชานอ้อย ที่อาจสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ตอัพ) เข้ามาดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเอกชนหลายรายในประเทศไทยที่เริ่มดำเนินการแล้ว อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ที่ได้ประกาศสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเตรียมลงทุนโรงงานรีไซเคิล พลาสติกครบวงจรมาตรฐานสากลระดับโลกในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จ.ระยอง วงเงิน 1,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 40,000 ตันต่อปี

ที่มา ไทยรัฐ

ฮอนด้า โมบิลิตี้ ชูธง “เครื่องยนต์ขนาดเล็ก”

สัมภาษณ์

ปี 2561 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จ สำหรับค่ายรถยนต์นั่ง “ฮอนด้า ออโตโมบิล” ภายใต้การนำทัพของผู้บริหารชาวไทย สไตล์ถึงลูกถึงคน “พิทักษ์ พฤทธิสาริกร”ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)จำกัด และทีมงานคุณภาพที่สามารถพา “ฮอนด้า” ผ่านปีหมาป่ามาได้อย่างสวยงาม

แม้ว่าในรอบปีจะไม่มีอาวุธใหม่ในมือต่อกรกับคู่เเข่งในตลาด แต่ฮอนด้าสามารถสร้างความสำเร็จด้วยการทุบสถิติเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ จากการทำตลาดของรถยนต์โฉมปัจจุบันที่มีในพอร์ต แถมยังรักษาตำแหน่งการขายเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น อะไร… ทำให้ฮอนด้าประสบความสำเร็จไปติดตามกัน

Q : ไร้อาวุธใหม่แต่ขายทะลุเป้า

สำหรับในปี 2562 ที่ผ่านมานั้น ฮอนด้าเราสามารถปิดยอดขายทั้งปีได้ที่ 128,290 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ เดิมเราประเมินว่าจะขายที่ 125,000 คันเท่านั้นเอง 
จะเห็นว่าปีที่ผ่านมา ฮอนด้าไม่มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เพื่อทำตลาด เราทำตลาดกับรถโฉมปัจจุบัน ขณะที่คู่แข่งมีการส่งรุ่นใหม่เข้ามาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก แต่เราก็อยู่ในสภาพที่มีโปรดักต์ค่อนข้างน้อย
ปีที่ผ่านมา ตลาดโตขึ้นประมาณ 20% เนื่องจากหลายค่ายรถมีรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดเยอะ ทำให้ตลาดโตผิดปกติ ประกอบกับเงื่อนไขทางการเงิน ในช่วงที่ผ่านมามีการนำเสนอเงื่อนไขต่าง ๆ ออกมา “มากเป็นพิเศษ”
ทำให้ปัจจัย 2 ตัวนี้มาช่วยกระตุ้นตลาด ทำให้มีการเติบโตอย่างที่เห็น คือ ประมาณ 1.04-1.05 ล้านคัน ซึ่งดูจากโมเมนตัมที่ผ่านมาเราไม่ได้มีรถใหม่ แต่เราเติบโตน้อยกว่าตลาด ถือว่าเราทำได้ดีมาก ในสภาพที่มีโปรดักต์ใหม่น้อยในปีที่ผ่านมาซึ่งความจริงเรารู้แผนงานของเราอยู่แล้ว ภายในของเราทำงานกันหนักเพราะเราต้องทำงานแบบพึ่งพารถรุ่นใหม่ไม่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ภายใน
ของฮอนด้า เราจึงกลับไปเรื่องเบสิกของการขายมองไปยังสิ่งที่ควรกระทำใน “งานขาย-บริการ” จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ปีที่ผ่านมา ฮอนด้าเราสามารถทำยอดได้ “สูงกว่าเป้า” ที่วางไว้ทั้งปี
และเราถือว่าเราทำได้ดี ซึ่งเป็นปีที่การทำงานของพนักงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจำหน่ายก็ทำงานกันเต็มที่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแบบนี้มันดี…เพราะว่าในช่วงปีที่เรามีโปรดักต์ใหม่ ๆ เยอะ ด้วยความร้อนแรงของโปรดักต์ ทำให้ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเยอะ เป้ามันก็สามารถไปได้แต่ปีที่เราไม่มีโปรดักต์ใหม่ นั่นหมายความว่า เป็นปีที่เราจะมา “สร้าง” และดูการทำงานที่เป็นเบสิก แล้วทำตรงนั้นให้มีความแข็งแรง และเมื่อถึงวันที่เรามีโปรดักต์มา เราก็จะยิ่งแข็งแรงมากขึ้น นี่คือเรื่องที่เรามองดังนั้นปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทาย…มาก ๆ และโดยส่วนตัวผมถือว่าเป็นปีที่ผ่านไปได้ด้วยดี 

Q : ประเมินการเติบโตของปีนี้

จากปีที่ผ่านมา ฮอนด้าเราตั้งเป้าจะต้องเติบโตขึ้น จากพื้นฐานที่เราได้สร้างมานั้นทำให้ฮอนด้าเข้มแข็งขึ้นสร้างฐานให้แข็งแรงและเราก็จะเติบโตขึ้นสำหรับปีนี้คาดว่าตลาดรถยนต์โดยรวมน่าจะโตที่ระดับ 3-5% ซึ่งใกล้เคียงกับ GDP ที่จะเติบโตในปีนี้ แต่ถามว่าตัวเลขจะเติบโต 4-5% จากที่เราเห็นหรือไม่ ?คำตอบคือ…ไม่ใช่ เนื่องจากตัวเลขที่เห็นนั้นถือว่าเกินกว่าศักยภาพของมันไป จะคล้าย ๆ กับเมื่อตอนโครงการรถยนต์คันแรก ที่ตัวเลขจะถูกปัดมาอยู่ในปีถัดไปที่ไม่ใช่ศักยภาพของตลาดที่แท้จริง ปีนี้เราอาจจะเห็นการเติบโตของตลาดอย่างเก่ง ๆ ก็น่าจะเท่า ๆ กับปี 2561 ที่ผ่านมา แต่ถ้าเท่า ๆ กับปีก่อนก็ถือว่าตลาดในปีนี้ดีมาก ๆ

Q : มีความเชื่อว่าสถาบันการเงินจะหยุดขับเคลื่อนตลาดอย่างแรง

แน่นอนปีที่ผ่านมาเงื่อนไขทางการเงินถือว่าเยอะไปนิดหนึ่ง เกินศักยภาพจังหวะการซื้อของผู้คน จากภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เริ่มจะส่งสถานการณ์ที่ไม่ดี ถ้าดูจากภาพรวมของตลาด อย่างไฟแนนซ์ที่กระโจนเข้าไปที่ผ่านมา ก็เริ่มพบว่ามีความเสี่ยงสูง การใช้เงื่อนไขทางการเงินแบบสุดขั้ว…มันก็อาจจะส่งผลเสียได้ แต่สำหรับกลุ่มลูกค้าฮอนด้ายังดีอยู่
ดังนั้น ปีนี้เชื่อว่าการใช้เงื่อนไขทางการเงินแบบสุดขั้ว… หรือการกระตุ้นแบบผิดธรรมชาติก็น่าจะหายไป และพอหายไป มันก็จะกลายเป็นปัจจัยเฉพาะของปีที่แล้ว และปีนี้ถ้าเลือกใช้ยาแรงแบบนี้ต่อไป…เราก็ได้แต่มองดูด้วยความเป็นห่วง และต้องติดตามผลที่จะเกิดขึ้น เพราะมันไม่สร้างและไม่ทำให้ตลาดรถยนต์มีการเติบโตแบบแข็งแรง

Q : มีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตหรือไม่

ตอนนี้โรงงานฮอนด้าทั้ง 2 แห่ง คือ ปราจีนบุรีและพระนครศรีอยุธยานั้น เรามีกำลังผลิตรวมกันที่ 240,000 คัน อย่างโรงงานปราจีนฯจะใช้ประกอบรถขนาดตัวถังกลางและเล็ก เช่น ซิตี้ แจ๊ซ ซีวิค และมีบางรุ่นกลาง ๆ ที่มียอดขายเยอะอย่างซิตี้ ก็ยืดหยุ่นสามารถผลิตได้ทั้ง 2 ที่ส่วนรถตัวถังใหญ่ เราจะผลิตที่พระนครศรีอยุธยาอย่าง แอคคอร์ดตอนนี้โรงงานถือว่าค่อนข้างเต็มแล้ว และคงต้องมีการขยายการลงทุน แต่นั่นหมายความว่ายังเป็นแผนงานในอนาคตที่ยังไม่สามารถบอกได้ เราต้องรอดูความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจัยในตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยนที่จะกระทบตลาดส่งออกถ้าให้ตอบตรง…ความเป็นไปได้มันมีที่ฮอนด้าจะลงทุนขยายโรงงานการผลิต

Q : ทำไมมีความเชื่อว่าลูกค้าจะชอบเครื่องยนต์เล็ก

ถ้าย้อนหลัง 5-10 ปี นั้นจะเป็นโจทย์ที่ยากมาก แต่วันนี้เข้าใจว่าการรับรู้ของลูกค้าเยอะมาก อย่างบางค่ายมีการเปลี่ยนการรับรู้สินค้า (เครื่องยนต์) ของลูกค้าได้ และทำได้ดี การยึดติดอยู่กับซีซีนั้น ฮอนด้าเชื่อว่าทำไม่ยาก ถ้าของคุณดีจริง…แม้กระทั่งสรรพสามิตก็ไม่เอาซีซีมาเกี่ยวข้องแล้ว โดยไปดูที่ค่าการปล่อยไอเสียแล้ว รถขนาดกลางและขนาดเล็กของฮอนด้าไม่ใช่ว่าได้เปรียบเพราะซีซี แต่ได้เปรียบในส่วนของ “ผล” ของมันดีกว่า ซีซีน้อยแล้วกำลังน้อย ซีซีมากย่อมได้เปรียบ แต่สิ่งที่ฮอนด้าทำอยู่คือ ซีซีน้อย แต่กำลังดีกว่า… ไม่ใช่เล็กแล้วไม่มีแรง  เหมือนฮอนด้าแอคคอร์ดของเรา 2.5 ลิตร กับ 2.4 ลิตร เครื่องยนต์ตัวใหม่ 2.0 ลิตร ตัวนี้แรงดีกว่า และประหยัดกว่า 2.4 ลิตร แล้วทำไมเราจะไม่ใช้

“ฮอนด้ามีทิศทางที่ลดขนาดของเครื่องยนต์นั้นเป็นทิศทางที่เราจะไป และเครื่องยนต์ขนาดเล็กของฮอนด้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน”
 และนี่คือ…ทิศทางของฮอนด้า ที่เป็นโมบิลิตี้ หรือแรงขับเคลื่อนไปในปีนี้ 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ปตท.คาดปี 62 น้ำมันดิบราคาพุ่ง 65-80เหรียญฯ

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกในขณะนี้ลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้ปีหน้าคาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ที่ 65-80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่ง ปตท.มีการทำประกันความเสี่ยงอยู่แล้ว จึงไม่มีผลกระทบอะไร แต่ในไตรมาส 4 นี้อาจมีผลกระทบบ้างเล็กน้อย โดย 9 เดือนแรกของปีธุรกิจในเครือ ปตท.ได้ทำกำไรไว้ดีพอสมควร จึงทำให้ภาพรวมไม่น่ามีผลกระทบมากนักกับรายได้ตลอดทั้งปี

“ในเร็วๆนี้ ปตท.จะมีการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท.นัดพิเศษ โดยจะเสนอการลงทุนโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก หรืออีเอฟซี (EFC) ของกระทรวงอุตสาหกรรม ในพื้นที่สมาร์ทปาร์คของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่ ปตท.สนใจจะเข้าไปดำเนินการโครงการห้องเย็น/ แช่เยือกแข็งผลไม้ในพื้นที่ ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุน”

สำหรับการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ในส่วนของ ปตท.สนใจลงทุนให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ท ซิตี้) ด้านการใช้พลังงานในพื้นที่ที่จะร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยล่าสุดทราบว่าจะเปิดประมูลในรูปแบบรัฐร่วมกับเอกชน หรือพีพีพี โดยให้เอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ ซึ่ง ปตท.ขอเวลาศึกษาแผนพัฒนาของ รฟท. และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ให้มีความชัดเจนก่อน เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท.พิจารณา นอกจากนี้ ปตท.ยังสนใจโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยองด้วย โดยกำลังศึกษาด้านการทำคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แต่ต้องดูแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (พีดีพี พ.ศ.2561-80) ก่อนว่ามีทิศทางไปในรูปแบบใด.

ที่มา ไทยรัฐ